ถ้าคุณเป็นคนที่ขยับจากการออมทองมาเป็น “เงินแท่ง” สิ่งแรกที่จะทำให้คุณแปลกใจที่สุดไม่ใช่เรื่องความผันผวนของราคาครับ แต่เป็น “ตัวเลขในบิล” ที่ดูจะสูงกว่าราคากลางที่คุณเช็กจากแอปพลิเคชันอยู่พอสมควร หลายคนมักจะเผลอเอาความคุ้นเคยจากการซื้อทองคำแท่งมาใช้ ซึ่งนั่นคือจุดที่ทำให้นักออมมือใหม่หลายคนคำนวณกำไรพลาดไปอย่างน่าเสียดาย เพราะในโลกของโลหะเงิน มีกติกาเรื่องภาษีที่ “เข้มข้น” กว่าทองคำหลายเท่าตัวครับ

ซื้อเงินแท่งต้องเสีย VAT 7% ไหม?
คำตอบที่นักลงทุนต้องทราบไว้เป็นพื้นฐานเลยคือ เงินแท่งในประเทศไทยต้องเสีย VAT 7% ครับ ในขณะที่ทองคำแท่งได้รับสิทธิยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย แต่ “โลหะเงิน” ถูกจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าทั่วไปครับ ดังนั้นทุกครั้งที่คุณเดินเข้าร้านเพื่อซื้อเงินแท่ง 99.9% ราคาขายสุทธิจะถูกบวกภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าไปเสมอ สิ่งสำคัญที่คุณต้องตระหนักคือ ในวันที่คุณนำเงินแท่งมาขายคืน ร้านจะรับซื้อคืนในราคาเนื้อเงินตามกลไกตลาด โดยไม่ได้บวก VAT 7% คืนกลับมาให้คุณด้วย นั่นเท่ากับว่าต้นทุนของคุณจะสตาร์ทที่ “ติดลบ” ทันทีที่จ่ายเงินเสร็จ การออมเงินแท่งจึงต้องอาศัยจังหวะเวลาและการถือครองที่นานพอ เพื่อให้ราคาตลาดโลกพุ่งขึ้นไปชดเชยส่วนต่างของภาษีตรงนี้นั่นเองครับ
เรื่องแรกที่สำคัญที่สุดและเป็นด่านแรกที่ทุกคนต้องเจอคือ เงินแท่งในไทยต้องเสีย VAT 7% ครับ จุดนี้แหละที่ทำให้นักลงทุนมือใหม่หลายคนช็อกมานักต่อนัก เพราะในขณะที่ทองคำแท่งได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่โลหะเงินกลับถูกจัดเป็นสินค้าทั่วไป ดังนั้นราคาที่คุณเห็นหน้าร้านจึงมักเป็นราคาเนื้อเงินที่บวก VAT เข้าไปแล้ว และที่ต้องย้ำให้ชัดคือ ในวันที่คุณนำเงินแท่งมาขายคืน ร้านมักจะรับซื้อคืนในราคาเนื้อเงินเพียวๆ โดยไม่ได้รวม VAT 7% คืนกลับมาให้คุณ นั่นหมายความว่าต้นทุนของคุณจะ “ติดลบ” ทันที 7% ตั้งแต่วินาทีที่ถือของออกจากร้านครับ การออมเงินแท่งจึงไม่ใช่การเก็งกำไรระยะสั้นแบบซื้อเช้าขายเย็น แต่เป็นการลงทุนที่ต้องใช้เวลาให้ราคาตลาดโลกพุ่งขึ้นไปกลบส่วนต่างตรงนี้ให้ได้ก่อนครับ
รวมค่าใช้จ่ายที่คุณต้องเจอแน่ๆ ถ้าจะออมเงินแท่ง
นอกจากภาษี 7% ที่เป็นรายจ่ายหลักแล้ว ยังมีค่าธรรมเนียมที่ซ่อนอยู่ซึ่งคนวงในเรียกว่า ค่าพรีเมียม (Premium) ครับ ซึ่งถ้าจะให้ผมแจกแจงออกมาให้เห็นภาพชัดๆ เงินที่คุณจ่ายไปมันจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ ดังนี้ครับ
1. ค่าดำเนินการนำเข้าและประกันภัย
เนื่องจากเงินแท่งมาตรฐานสากลส่วนใหญ่ต้องส่งตรงมาจากโรงหล่อต่างประเทศครับ ทำให้มีต้นทุนเรื่องการขนส่งที่ต้องใช้ระบบรักษาความปลอดภัยระดับสูงสุด รวมถึงค่าประกันภัยโลหะมีค่าที่แพงกว่าสินค้าทั่วไปค่อนข้างมาก ทั้งหมดนี้จะถูกนำมาเฉลี่ยรวมลงไปในราคาขายต่อออนซ์ของเงินที่คุณซื้อครับ
2. ค่าบล็อก หรือ ค่ากำเหน็จ
ส่วนนี้จะขึ้นอยู่กับ “ความสวยงาม” และ “ขนาด” ของเงินแท่งครับ ถ้าคุณชอบเงินแท่งที่ปั๊มลายสวยงาม (Minted Bar) มีแพ็กเกจหรูหรา ค่าบล็อกก็จะสูงกว่าเงินแท่งแบบหล่อดิบๆ (Cast Bar) และที่สำคัญคือต้องจำไว้ว่า “ยิ่งซื้อชิ้นเล็ก ยิ่งเปลืองค่าธรรมเนียม” ครับ เพราะค่าขนส่งและค่าบล็อกต่อแท่งนั้นไม่ต่างกันมากนัก พอหารออกมาเป็นราคาต่อกรัม เงินแท่งชิ้นเล็กๆ เลยมีต้นทุนแฝงที่แพงกว่าแท่งใหญ่อย่างเห็นได้ชัดเลยครับ
(H2) ค่าใช้จ่ายเยอะขนาดนี้ การออมเงินแท่งยัง “คุ้ม” อยู่ไหม?
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะเริ่มถอดใจว่าต้นทุนเยอะขนาดนี้จะเอาอะไรไปกำไร? ผมในฐานะคนที่คลุกคลีอยู่ตรงนี้บอกเลยว่า “ยังน่าสนใจมากครับ” แต่มันต้องมีกลยุทธ์
หตุผลแรกคือ “ความแรง” ของราคาเงิน ครับ ในอดีตเวลาที่ราคาเงินเริ่มขยับ มันมักจะวิ่งแรงและรวดเร็วกว่าทองคำหลายเท่าตัว ซึ่งความพุ่งพล่านตรงนี้แหละครับที่จะช่วยพาคุณก้าวข้ามผ่านต้นทุน VAT 7% และค่าธรรมเนียมต่างๆ ไปได้อย่างรวดเร็ว หากคุณจับจังหวะเข้าซื้อได้ถูกต้อง
อีกเหตุผลคือ เงินแท่งคือสินทรัพย์ที่ยังมีโอกาสเติบโตสูง เพราะเป็นโลหะที่มีความต้องการใช้จริงในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นทุกปี เพียงแต่คุณต้องปรับวิธีคิดจากการเก็งกำไรรายวัน มาเป็นการ “สะสมเพื่ออนาคต” โดยเน้นเลือกซื้อขนาดที่คุ้มค่าอย่างแท่ง 1 กิโลกรัม และเลือกแบรนด์มาตรฐานสากล (LBMA) เพื่อให้ได้ต้นทุนเฉลี่ยที่ถูกที่สุดและขายคืนได้ง่ายที่สุดในวันที่คุณต้องการเงินสดครับ
บทสรุป
การออมเงินแท่งไม่ใช่เรื่องน่ากลัวถ้าคุณเข้าใจโครงสร้างราคาของมันตั้งแต่วันแรกครับ การยอมจ่าย VAT และค่าธรรมเนียมเพื่อแลกกับสินทรัพย์ที่มีมาตรฐานสากล คือการซื้อความสบายใจว่าในวันที่คุณต้องการเงินสด คุณจะสามารถเปลี่ยนมันเป็นเงินได้ทันทีในราคาที่ยุติธรรมที่สุดครับ
หากคุณยังกังวลเรื่องการคำนวณต้นทุน หรืออยากรู้วิธีบริหารพอร์ตเงินแท่งให้คุ้มค่าที่สุด ลองแวะมาปรึกษาเวลาต้องการต้องการขายเงินแท่งที่ BKK Diamond ได้นะครับ เรายินดีให้คำปรึกษาเพื่อให้ทุกบาทที่คุณลงทุนไปคุ้มค่าและงอกเงยที่สุดครับ















